คอร์สเรียน
สื่อการสอน
บริการ
ข่าวสาร/กิจกรรม
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา
EN
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
EN
รองศาสตราจารย์ ธีรวัฒน์ ประกอบผล
4.37 คะแนนเฉลี่ย | 21 คอร์ส | 174 รีวิว
เรียน
คอร์สที่เกี่ยวข้อง
Product Design
Free
Generative AI for Educator
Free
Business Canvas
Free
C/C++ Programming
Free
n8n for beginner AI Automation
Free
Agentic AI Make.com
Free
Image Processing (บังคับ)
Free
OpenCV
Free
Microcontroller (บังคับ)
Free
AI Data Analytics (บังคับ)
Free
วิทยาการคำนวณ Computational Thinking
บทเรียน
รายละเอียด
ห้องสนทนา
รีวิว
ทดสอบก่อนเรียน
ทดสอบก่อนเรียน ( 21 questions 5 minutes )
วิทยาการคำนวณ บทที่ 1-6
บทที่ 1 ปัญหา
บทที่ 2 การใช้เเนวคิดเชิงคำนวณในการเเก้ปัญหา
บทที่ 3 อัลกอริทึม
บทที่ 4 ความหมายเชิงตรรกะ
บทที่ 5 การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
บทที่ 6 การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
ทดสอบหลังเรียน
ทดสอบหลังเรียน ( 20 questions 5 minutes )
แผนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ ระยะเวลา 6 ชั่วโมง
ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างเป็นระบบ โดยใช้แนคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) การออกแบบอัลกอริทึม และตรรกศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้ทั้งในวิชาการเรียน การทำโครงงาน และการแก้ปัญหาในชีวิตจริง
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจความหมายของปัญหาและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
2. เพื่อฝึกนักเรียนในการใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา
3. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและสามารถออกแบบอัลกอริทึมที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง
4. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจความหมายและหลักการของตรรกศาสตร์
5. เพื่อฝึกนักเรียนในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการตัดสินใจและแก้ปัญหา
6. เพื่อให้นักเรียนสามารถบูรณาการ CT, Algorithm และ Logic เพื่อแก้ปัญหาซับซ้อน
7. เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่ม การอภิปราย และการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
บทที่ 1 : ปัญหา (ชั่วโมงที่ 1)
1.
ความหมายของปัญหา
ปัญหา
คือ สถานการณ์หรือเงื่อนไขที่ต้องการการแก้ไขหรือหาคำตอบ ซึ่งหากไม่สามารถหาวิธีการแก้ไขได้ จะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินงานหรือการใช้ชีวิต
ปัญหาไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยากเสมอไป บางครั้งอาจเป็นเพียงสิ่งที่เรายังไม่รู้วิธีแก้หรือยังหาทางเลือกที่เหมาะสมไม่ได้
2.
องค์ประกอบของปัญหา
การเข้าใจองค์ประกอบของปัญหาจะช่วยให้การวิเคราะห์และหาทางแก้ไขมีความเป็นระบบมากขึ้น โดยองค์ประกอบหลักคือ:
เงื่อนไข (
Conditions):
กติกาหรือขอบเขตที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น
“
ไปโรงเรียนให้ทันเวลา
”
ข้อจำกัด (
Constraints):
สิ่งที่จำกัดการแก้ปัญหา เช่น เวลา ทุนทรัพย์ อุปกรณ์ หรือสถานที่
ทรัพยากร (
Resources):
สิ่งที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหา เช่น เงิน เวลา คน วัสดุอุปกรณ์
เป้าหมาย (
Goal):
สิ่งที่ต้องการบรรลุ เช่น
“
หาทางที่เร็วที่สุดไปโรงเรียน
”
3.
ประเภทของปัญหา
ปัญหาง่าย (
Simple Problem):
มีวิธีการแก้ไขชัดเจนและแน่นอน เช่น การหาผลบวกของเลข
2+2
ปัญหาซับซ้อน (
Complex Problem):
ไม่มีวิธีแก้ไขที่แน่นอนเพียงวิธีเดียว ต้องใช้การวิเคราะห์และตัดสินใจ เช่น การแก้ปัญหาการจราจรติดขัด
ปัญหาแบบปิด (
Closed Problem):
มีคำตอบถูกหรือผิดเพียงหนึ่งเดียว เช่น การแก้โจทย์คณิตศาสตร์
ปัญหาแบบเปิด (
Open Problem):
สามารถมีหลายคำตอบที่แตกต่างกัน เช่น การออกแบบหุ่นยนต์ช่วยงานบ้าน
4.
ตัวอย่างปัญหา
การหาทางไปโรงเรียนที่เร็วที่สุด:
เงื่อนไข: ต้องไปถึงก่อน
8.00
น.
ข้อจำกัด: มีเวลาเดินทาง
30
นาที
,
มีเงินค่ารถเพียง
20
บาท
ทรัพยากร: มีจักรยาน
,
มีรถเมล์สาย
8,
หรือเดินเท้า
เป้าหมาย: ไปถึงโรงเรียนตรงเวลา
การบริหารจัดการเวลา:
เลือกว่าจะอ่านหนังสือ
,
ทำการบ้าน หรือช่วยงานบ้านก่อนหลังอย่างไร
ปัญหาการบ้าน:
ไม่เข้าใจวิธีแก้โจทย์
→
ต้องหาวิธี เช่น ถามครู ค้นหาคำตอบ หรือฝึกทำโจทย์เพิ่มเติม
5.
ความสำคัญของการเข้าใจปัญหา
หากไม่เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ อาจหาวิธีแก้ที่
ไม่ตรงประเด็น
หรือแก้แล้วไม่ได้ผล เช่น ต้องการ
“
ไปโรงเรียนเร็วที่สุด
”
แต่เลือกวิธีที่ถูกกว่าแทนที่จะเป็นวิธีที่เร็วกว่า
การทำความเข้าใจปัญหาช่วยให้:
ระบุสิ่งที่เป็นอุปสรรคได้อย่างถูกต้อง
เลือกใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน
เป็นพื้นฐานของการใช้
แนวคิดเชิงคำนวณ (
Computational Thinking)
ในการแก้ปัญหา
กิจกรรมการเรียนรู้
1. ครูเล่าตัวอย่างปัญหาจากชีวิตประจำวัน เช่น การลืมกุญแจบ้าน
2. นักเรียนระดมสมองเพื่อหาตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย
3. นักเรียนเขียนใบงานโดยแยกองค์ประกอบของปัญหาที่ตนยกมา
4. นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น
บทที่ 2 : การใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหา (ชั่วโมงที่ 2)
เนื้อหา
1.
ความหมายของ
Computational Thinking (CT)
CT
คือ วิธีคิดเชิงระบบและเชิงเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
เป็นการผสมผสานทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงตรรกะ และการคิดสร้างสรรค์
CT
ไม่ได้ใช้เฉพาะกับการเขียนโปรแกรม แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดตารางเรียน การวางแผนการเดินทาง หรือการบริหารจัดการเวลา
2.
องค์ประกอบหลักของ
CT
Decomposition –
การแบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาย่อย
ปัญหาขนาดใหญ่หรือซับซ้อน หากพยายามแก้ทั้งหมดพร้อมกันมักยาก
วิธีที่ดีคือ
แยกปัญหาออกเป็นส่วนย่อย ๆ
ที่สามารถแก้ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง: การจัดงานโรงเรียน
→
แบ่งเป็นการจัดเวที
,
ระบบไฟ
,
ระบบเสียง
,
การตกแต่ง
,
การดูแลความปลอดภัย
Pattern Recognition –
การหาลักษณะหรือรูปแบบที่คล้ายกัน
เมื่อแก้ปัญหาหลายครั้ง เราสามารถมองเห็น
“
รูปแบบที่ซ้ำกัน
”
หรือ
“
กฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน
”
การสังเกตลักษณะเหล่านี้ทำให้สามารถคาดการณ์และหาทางแก้ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง: การแก้โจทย์เลขหลายข้อที่ใช้สมการลักษณะเดียวกัน
Abstraction –
การละรายละเอียดที่ไม่จำเป็นและมุ่งเน้นสิ่งสำคัญ
การแก้ปัญหามักมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมดมีความสำคัญ
เราต้องเลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา และละทิ้งสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง: เมื่อจะออกแบบแผนที่เดินทางไปโรงเรียน
→
สนใจเฉพาะเส้นทางหลักและจุดสำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดร้านค้าทุกแห่ง
Algorithm Design –
การออกแบบขั้นตอนวิธีแก้ปัญหา
การกำหนดวิธีการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน เพื่อให้ทำซ้ำได้และไม่สับสน
อัลกอริทึมสามารถเขียนได้ทั้งเป็น
Pseudocode (
รหัสเทียม)
หรือ
Flowchart (
ผังงาน)
ตัวอย่าง: ขั้นตอนการทำอาหาร = เตรียมวัตถุดิบ
→
ล้างผัก
→
หั่นผัก
→
ผัดผัก
→
เสิร์ฟ
3.
ตัวอย่างการใช้
CT
การทำอาหาร
Decomposition:
แบ่งขั้นตอนเป็น เตรียมวัตถุดิบ / ปรุงอาหาร / จัดจาน
Pattern Recognition:
เมนูหลายอย่างมีขั้นตอนที่คล้ายกัน เช่น ผัด
,
ต้ม
Abstraction:
ไม่ต้องบันทึกทุกยี่ห้อของวัตถุดิบ แต่สนใจเพียงปริมาณและวิธีทำ
Algorithm:
เขียนขั้นตอนเป็นลำดับการทำอาหาร
การแก้โจทย์คณิตศาสตร์
Decomposition:
แยกเป็นการหาค่าตัวแปร
,
การแทนค่า
,
การคำนวณผลลัพธ์
Pattern Recognition:
พบว่าสมการหลายข้อต้อง
“
ย้ายข้าง
”
หรือ
“
บวกลบคูณหาร
”
Abstraction:
สนใจเพียงค่าตัวเลข ไม่สนใจชื่อที่โจทย์ตั้งขึ้น
Algorithm:
ทำตามขั้นตอนแก้สมการทีละขั้น
การเขียนโปรแกรม
Decomposition:
แบ่งระบบเป็นโมดูล เช่น รับข้อมูล
,
ประมวลผล
,
แสดงผล
Pattern Recognition:
ใช้โค้ดที่ซ้ำ ๆ กัน เช่น การวนลูป
Abstraction:
สร้างตัวแปรแทนค่าที่สำคัญ ตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็น
Algorithm:
เขียนลำดับคำสั่งที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
กิจกรรมการเรียนรู้
1. ครูอธิบายแต่ละองค์ประกอบของ CT ด้วยภาพ/วิดีโอ
2. นักเรียนฝึกทำใบงาน: แบ่งปัญหาใหญ่เป็นปัญหาย่อย เช่น การจัดงานโรงเรียน
3. กลุ่มละ 4 คน นำเสนอวิธีใช้ CT ในการแก้โจทย์ที่กำหนด
บทที่ 3 : อัลกอริทึม (ชั่วโมงที่ 3)
เนื้อหา
1.
ความหมายของอัลกอริทึม
อัลกอริทึม (
Algorithm)
คือ ชุดของขั้นตอนที่ชัดเจน มีลำดับ และสามารถปฏิบัติตามได้จริง เพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง ๆ
ลักษณะสำคัญของอัลกอริทึม:
มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน
แต่ละขั้นตอนระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่กำกวม
สามารถทำซ้ำได้
โดยผลลัพธ์จะออกมาเหมือนกัน
ทำงานได้จริง
ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่ปฏิบัติไม่ได้
2.
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
อัลกอริทึมไม่ได้อยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ แต่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น:
การผูกเชือกรองเท้า
→
เริ่มจากสอดเชือก ข้ามเชือก ผูกปม และดึงให้แน่น
การล้างจาน
→
เก็บเศษอาหาร
→
ล้างด้วยน้ำ
→
ฟอกด้วยน้ำยาล้างจาน
→
ล้างน้ำสะอาด
→
วางให้แห้ง
การลงทะเบียนเรียน
→
เข้าสู่ระบบ
→
เลือกวิชา
→
ตรวจสอบเวลาเรียน
→
กดยืนยัน
→
พิมพ์ใบเสร็จ
👉
แต่ละตัวอย่างมีขั้นตอนที่ต้องทำตามลำดับอย่างชัดเจน
3.
รูปแบบการเขียนอัลกอริทึม
3.1 Pseudocode (
รหัสเทียม)
การเขียนขั้นตอนเป็นข้อความใกล้เคียงกับภาษาโปรแกรม แต่ไม่ต้องเป็นไวยากรณ์ที่เข้มงวด
3.2 Flowchart (
ผังงาน)
ใช้สัญลักษณ์มาตรฐานแทนการทำงาน เช่น
วงรี (
Oval):
จุดเริ่มต้น/สิ้นสุด
สี่เหลี่ยมผืนผ้า (
Rectangle):
การประมวลผล/การทำงาน
ขนมเปียกปูน (
Diamond):
การตัดสินใจ (
Yes/No)
ลูกศร (
Arrow):
ทิศทางการทำงาน
ตัวอย่าง:
การตรวจสอบอายุ
เริ่มต้น
→
รับค่าอายุ
→
ถ้าอายุ
≥ 18 →
แสดง
“
บรรลุนิติภาวะ
” →
จบ
ถ้าอายุ
< 18 →
แสดง
“
ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
” →
จบ
4.
ความสำคัญของอัลกอริทึม
อัลกอริทึมเป็น
หัวใจของการเขียนโปรแกรม
เพราะโค้ดที่เขียนคือการแปลงอัลกอริทึมเป็นภาษาคอมพิวเตอร์
การมีอัลกอริทึมที่ดีช่วยให้:
การแก้ปัญหามี
ความชัดเจนและเป็นระบบ
สามารถ
ตรวจสอบและแก้ไขได้ง่าย
หากเกิดข้อผิดพลาด
สามารถนำไป
ใช้ซ้ำได้ในหลายสถานการณ์
นอกจากการเขียนโปรแกรมแล้ว อัลกอริทึมยังใช้กับการแก้ปัญหาทั่วไป เช่น การจัดการข้อมูล การวางแผนโครงการ หรือการออกแบบระบบงาน
กิจกรรมการเรียนรู้
1. ครูสาธิตการเขียน Pseudocode ง่าย ๆ
2. นักเรียนฝึกเขียนอัลกอริทึม 'วิธีการแปรงฟัน' เป็น Pseudocode
3. นักเรียนใช้เครื่องมือ เช่น Draw.io สร้าง Flowchart
4. นำเสนอผลงานและอภิปรายข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละรูปแบบ
บทที่ 4 : ความหมายเชิงตรรกะ (ชั่วโมงที่ 4)
เนื้อหา
1.
ความหมายของตรรกศาสตร์ (
Logic)
ตรรกศาสตร์
คือ ศาสตร์ว่าด้วยการคิดและให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
เป็นพื้นฐานสำคัญของ
การคิดเชิงตรรกะ (
Logical Thinking)
ซึ่งนำไปใช้ในการแก้ปัญหา การเขียนโปรแกรม และการออกแบบวงจรคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน:
ถ้าวันนี้ฝนตก
→
เราต้องพกร่ม
ถ้าไฟเขียว
→
เดินข้ามถนนได้
2.
ตัวแปรตรรกะ (
Logical Variables)
ตัวแปรตรรกะมีค่าเพียง
2
ค่า คือ:
True (
จริง)
→
มีค่าเท่ากับ
1
False (
เท็จ)
→
มีค่าเท่ากับ
0
ตัวแปรตรรกะถูกนำมาใช้ในการเขียนเงื่อนไข เช่น
if
ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ตัวอย่าง:
ตัวแปร
isRain = True
หมายถึง
“
ฝนตก
”
ตัวแปร
isRain = False
หมายถึง
“
ไม่ฝนตก
”
3.
ตัวดำเนินการตรรกะ (
Logical Operators)
AND (
และ)
เงื่อนไขจะเป็นจริง ก็ต่อเมื่อทุกเงื่อนไขเป็นจริง
ตัวอย่าง:
“
ถ้ามีร่ม
และ
ฝนตก
→
ไปโรงเรียนได้โดยไม่เปียก
”
OR (
หรือ)
เงื่อนไขจะเป็นจริง หากมีอย่างน้อยหนึ่งเงื่อนไขเป็นจริง
ตัวอย่าง:
“
ถ้าอ่านหนังสือ
หรือ
ทำการบ้านเสร็จ
→
อนุญาตให้เล่นเกม
”
NOT (
ไม่)
ใช้กลับค่าความจริง
→
ถ้าเป็นจริงจะกลายเป็นเท็จ ถ้าเป็นเท็จจะกลายเป็นจริง
ตัวอย่าง:
“
ถ้า
ไม่
ฝนตก
→
ออกไปเล่นนอกบ้านได้
”
4.
การประยุกต์ใช้ตรรกศาสตร์
การเขียนโปรแกรม
:
ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข เช่น
if (score >= 50 AND score <= 100)
→
ผ่านเกณฑ์
ใช้กับการควบคุมการทำงาน เช่น
“
เปิดไฟเมื่อมีคนเข้าห้อง
และ
แสงน้อย
”
การออกแบบวงจรไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์
:
ใช้สร้างวงจรตรรกะ (
Logic Gates)
เช่น
AND Gate, OR Gate, NOT Gate
เป็นพื้นฐานของ
CPU
และการประมวลผลในคอมพิวเตอร์
กิจกรรมการเรียนรู้
1. ครูอธิบายความหมายของตรรกศาสตร์และตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
2. นักเรียนทำใบงาน: เติมตารางค่าความจริงของ AND, OR, NOT
3. เล่นเกมทายผลลัพธ์จากเงื่อนไข เช่น 'ถ้าอากาศร้อน และมีแอร์ จะเปิดแอร์'
บทที่ 5 : การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (ชั่วโมงที่ 5)
เนื้อหา
1.
ความสำคัญของเหตุผลเชิงตรรกะ
การใช้เหตุผลเชิงตรรกะคือการคิดอย่างมีระบบ มีหลักการ และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้
ช่วยให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่าง
มีเหตุผล
→
มีหลักฐานสนับสนุน
→
ไม่ใช่การเดาสุ่ม
ในการเขียนโปรแกรมหรือการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ เหตุผลเชิงตรรกะทำให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาและเขียนขั้นตอนแก้ได้ถูกต้อง
ประโยชน์ในชีวิตจริง:
ตัดสินใจได้ดีขึ้น (เช่น การเลือกเส้นทางเดินทาง)
วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ
พิสูจน์หรืออธิบายวิธีแก้ไขได้ต่อผู้อื่น
2.
ตัวอย่างโจทย์ที่ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
Sudoku (
ซูโดกุ)
เกมปริศนาตาราง
9x9
ที่ต้องใส่ตัวเลข
1–9
โดยไม่ซ้ำกันทั้งแนวตั้ง แนวนอน และกล่องย่อย
ใช้เหตุผลเชิงตรรกะเพื่อ
“
ตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้
”
แล้วเหลือเฉพาะคำตอบที่ถูกต้อง
Puzzle (
เกมปริศนา)
เช่น เกมจับคู่ภาพ
,
เกมเขาวงกต
,
หรือเกมหาคำตอบลับ
ต้องใช้ตรรกะในการหาลำดับวิธีแก้ ไม่สามารถเดาได้สุ่ม ๆ
เกมทายใจ
เช่น
“
มี
3
กล่อง กล่องหนึ่งมีรางวัล อีก
2
กล่องว่าง
” →
ต้องใช้เหตุผลวิเคราะห์ความน่าจะเป็น ไม่ใช่เพียงการเสี่ยงโชค
3.
วิธีการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
การหาความสัมพันธ์ (
Finding Relationships):
มองหาความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล เช่น ใน
Sudoku
ถ้าตัวเลข
5
มีอยู่แล้วในแถว
→
ช่องอื่นในแถวนั้นไม่สามารถใส่
5
ได้
การตัดตัวเลือกที่ไม่เป็นไปได้ (
Elimination):
ค่อย ๆ ตัดความเป็นไปได้ที่ผิดออกไป จนเหลือเพียงคำตอบที่ถูกต้อง
เช่น ในเกมทายใจ ถ้ามีเงื่อนไขว่า
“
ของอยู่ในกล่องไม่ใช่กล่องแดง
” →
ตัดกล่องแดงออกทันที
การสร้างสมมติฐานและทดสอบ (
Hypothesis Testing):
สมมติว่าคำตอบเป็นไปตามทางเลือกหนึ่ง
→
ตรวจสอบว่าเข้ากับเงื่อนไขที่เหลือหรือไม่
ถ้าไม่ตรง ต้องกลับมาแก้ไขสมมติฐานใหม่
4.
การประยุกต์ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
ด้านการศึกษา:
ใช้ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี:
ใช้ในการออกแบบวงจร ตรรกะโปรแกรม และการควบคุมระบบอัตโนมัติ
ในชีวิตประจำวัน:
ใช้ตัดสินใจ เช่น การวางแผนการเงิน การแก้ไขปัญหาครอบครัว หรือการเลือกทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์หนึ่ง
กิจกรรมการเรียนรู้
1. ครูแจกโจทย์ Sudoku ง่าย ๆ
2. นักเรียนทำงานเดี่ยวเพื่อแก้โจทย์
3. นักเรียนจับกลุ่มอภิปรายวิธีแก้ไขและนำเสนอหน้าชั้นเรียน
บทที่ 6 : การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา (ชั่วโมงที่ 6)
เนื้อหา
1.
การบูรณาการ
CT, Algorithm
และ
Logic
เพื่อการแก้ปัญหา
CT (Computational Thinking)
→
ช่วยวิเคราะห์และแยกย่อยปัญหาให้เห็นโครงสร้างชัดเจน
Algorithm (
อัลกอริทึม)
→
ช่วยกำหนดวิธีแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง
Logic (
ตรรกศาสตร์)
→
ช่วยตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นไปได้ของวิธีแก้ไข
เมื่อนำทั้ง
3
องค์ประกอบมาบูรณาการเข้าด้วยกัน จะได้แนวทางแก้ปัญหาที่
เป็นระบบ (
Systematic)
,
ตรวจสอบได้ (
Verifiable)
และ
สามารถนำไปใช้จริง (
Practical)
2.
การใช้เหตุผลเชิงระบบ (
Systematic Reasoning)
การคิดเชิงระบบคือการมองปัญหา
ทั้งระบบ (
Holistic View)
ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง
มุ่งเน้นการหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ เช่น สาเหตุ
–
ผลลัพธ์ (
Cause–Effect)
ขั้นตอนของการใช้เหตุผลเชิงระบบ:
ระบุปัญหาและขอบเขต (
Identify Problem & Scope)
วิเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (
Analyze Components & Factors)
ออกแบบขั้นตอนการแก้ปัญหา (
Algorithm Design)
ตรวจสอบความถูกต้องด้วยตรรกะ (
Logical Verification)
ทดลองและปรับปรุง (
Test & Improve)
3.
ตัวอย่างการแก้ปัญหาซับซ้อน
ระบบจราจร (
Traffic System)
ปัญหา: รถติดในชั่วโมงเร่งด่วน
CT:
แยกย่อยปัญหา
→
ปริมาณรถ
,
เวลา
,
สัญญาณไฟ
Algorithm:
ออกแบบสัญญาณไฟเขียว
–
แดงให้สัมพันธ์กับปริมาณรถ
Logic:
ตรวจสอบความถูกต้อง
→
ถ้ามีรถมากบนถนน
A
ให้ไฟเขียวนานขึ้น
ผลลัพธ์: ลดความหนาแน่นและทำให้การจราจรไหลลื่นขึ้น
การจัดการทรัพยากรโรงเรียน
ปัญหา: ห้องคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอสำหรับนักเรียน
CT:
วิเคราะห์
→
นักเรียนมีกี่กลุ่ม
,
เวลาเรียนที่ใช้ห้อง
,
จำนวนเครื่อง
Algorithm:
จัดตารางการใช้ห้องคอมพิวเตอร์
Logic:
ตรวจสอบว่าไม่มีการชนกันของเวลาเรียน และนักเรียนทุกคนได้ใช้เครื่อง
ผลลัพธ์: นักเรียนทุกกลุ่มได้เข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
4.
ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง
ใช้ในการ
บริหารเวลา
:
จัดตารางเรียน/งาน/พักผ่อน
ใช้ในการ
วางแผนการเงิน
:
กำหนดรายรับ
–
รายจ่าย
→
ตรวจสอบความสมดุล
ใช้ในการ
ออกแบบโครงงานวิทยาศาสตร์
:
แบ่งงาน
→
ออกแบบขั้นตอน
→
ตรวจสอบผลด้วยเหตุผลเชิงตรรกะ
ใช้ใน
การทำงานร่วมกัน
:
สร้างระบบงานที่เป็นขั้นตอน
→
ลดความผิดพลาด
กิจกรรมการเรียนรู้
1. นักเรียนทำโครงงานย่อย เช่น 'ออกแบบระบบจัดการเวลาเรียน' หรือ 'ระบบจัดการห้องเรียน'
2. สร้าง Flowchart หรืออัลกอริทึมเพื่ออธิบายวิธีแก้ปัญหา
3. นำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน พร้อมเหตุผลประกอบ
ห้องสนทนา
กรุณาลงทะเบียนเรียนคอร์สนี้เพื่อใช้งานห้องสนทนา
Login
ส่งข้อความ
★
คะแนนเฉพลี่ย
4.37
★
★
★
★
★
5 ดาว
135
4 ดาว
14
3 ดาว
6
2 ดาว
3
1 ดาว
6
กรุณาลงทะเบียนเรียนคอร์สนี้เพื่อใช้งานรีวิว
รีวิวบทเรียน
กรวิxxx เมฆรxxx
ทบทวนบทเรียน
★
★
★
★
★
Parixxx Masixxx
เป็นการทบทวนความรู้ และได้ความรู้ใหม่เยอะเลยค่ะ
★
★
★
★
★
Naphxxx Munkxxx
เยี่ยมมากค่ะ
★
★
★
★
★
ณดลxxx บุญมxxx
ดี
★
★
★
★
★
นายคxxx แน่นxxx
ขอบคุณสำหรับหลักสูตร
★
★
★
★
★
ดูรีวิวเพิ่มเติม...
imakethailand © 2023 imakethailand.org All rights reserved.
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อตกลงผู้ใช้